ความหมายและที่มา การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine)

การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine)

การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) หมายถึง การแพทย์แผนโบราณของชาวฮั่นซึ่งเป็นการแพทย์ที่มีประวัติการใช้ในการรักษาในชาวจีนยาวนานมากว่า 5,000 ปี และมีทฤษฏี สมบูรณ์ที่สุด โดยมีองค์ประกอบหลักคือ การวินิจฉัยหรือการบอกโรค การรักษาด้วยการฝังเข็ม การใช้ยาสมุนไพร การนวดทุยนา ชี่กง และอาหารที่เป็นยา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaicam.go.th

การพัฒนาการของการแพทย์แผนจีน แบ่งออกตามยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์จีนได้เป็น 7 ยุค ดังนี้

  1. ยุคโบราณ
  2. ยุคราชวงศ์ ถึงยุคชุนชิว
  3. ยุคก่อกำเนิดทฤษฏีการแพทย์จีน
  4. ยุคราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ใต้กับเหนือ ราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง และยุคห้าราชวงศ์
  5. ยุคราชวงศ์ซ่ง ถึงราชวงศ์หมิง
  6. ยุคพัฒนาการแพทย์และเวชปฏิบัติแผนใหม่ในช่วงยุคราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง ก่อนสงครามฝิ่น
  7. ยุคปัจจุบัน

1. ยุคโบราณ (Ancient Age) – เป็นยุคเริ่มต้นของการเกษตรกรรม เหตุการณ์ในยุคนี้ปรากฏอยู่ในตำนานและหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งที่สำคัญคือ

  • ฝูซี (Fu xi) ประดิษฐ์เข็มหิน 9 เล่ม อายุ 4,000 – 5,500 ปี ซึ่งอาจใช้เพื่อการรักษาโดยวิธีฝังเข็ม มีผู้เชื่อว่าฝูชีมีการริเริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรภาพขึ้นมาใช้ด้วย
  • เสินหนง (Shen Nong) ผู้ริเริ่มนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรค
  • จักพรรดิหวงตี้ (Huang Di) เป็นผู้ริเริ่มร่วมกับแพทย์ในราชสำนัก ถกปัญหาวิชาความรู้ทางการแพทย์ วิธีรักษา รวมทั้งการเขียนใบสั่ง ยา เพื่อร่างบันทึกเป็นตำราแพทย์

2. ยุคราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty) ถึง ยุคราชวงชุนชิว (Chunqiu) (2,100 – 476 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) – ตามหลักฐานทางโบราณคดี คนจีนรู้จักทำเหล้ามาตั้งแต่กลางยุคหินใหม่ ในยุควัฒนธรรมหยางเสา (Yang Shao) ราว 4,00 – 10,000 ปี มาแล้ว การรู้จักการทำเหล้ามีผลต่อการแพทย์ คือ การนำมาใช้ในการทำยา โดยเฉพาะยาดองเหล้าต่างๆ ในยุคนี้เริ่มมีการต้มยาโดยมีผลิตภาชนะสำหรับต้มยา ยาต้มเป็นจุดเด่นของการแพทย์แผนจีน เพราะมีประโยชน์สำคัญ 4 ประการคือ

  1. สะดวกต่อการรับประทาน และทำให้ดูดซึมง่าย
  2. เพิ่มสรรพคุณ ลดพิษ และผลข้างเคียง
  3. สะดวกในการปรับขนาดตัวยาต่างๆ
  4. ทำให้การนำแร่ธาตุต่างๆ มาประกอบยาได้ง่ายขึ้น

การรู้จักทำยาต้มทำให้การแพทย์จีนพัฒนาแนวทางการใช้ยาผสทอย่างต่อเนื่อง อิทธิพลของพ่อมดหมอผีเริ่มเสือมลงตั้งแต่ยุคนี้ ดังจะเห็นได้จากในยุคชุนชุว พ่อมดหมอผีถูกจัดให้อยู่ในฝ่ายพิธีกรรม (Minister in Charge of Protocol) ในขณะที่แพทย์ขึ้นต่ออัครมหาเสนาบดี (Prime Misiter)

ในสมัยราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) แพทย์หลวงในยุคนั้นแบ่งยุคนั้นออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) โภชนากร 2) แพทย์ทั่วไป 3) ศัลยแพทย์ และ 4) สัตว์แพทย์

นอกจากนี้ ยังพบเอกสารโบราณชื่อ ซานไห่จิง (คู่มือภูเขาและแม่น้ำ) ซึ่งเนื้อหาหลักเป็นเรื่องทางภูมิศาสตร์ แต่ได้กล่าวถึงยาสมุนไพรไว้ราว 120 ชนิด ทั้งจากพืช และสัตว์ และแร่ธาตุ

3. ยุคก่อกำเนิดทฤษฎีการแพทย์แผนจีน (Origin of Traditional Chinese Medicine Theory) จากยุคจั้วกั๋ว (ยุครณรัฐ) ถึง ยุคสามก๊ก (San Guo) (475 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 265) – เป็นยุคเริ่มอารยธรรมสำคัญ ในยุคจั้วกั๋วมีการใช้ วัว ความย ปุ๋ย และอุปกรณ์ที่ทำจากเหล็กในการทำเกษตรกรรม มีการประดิษฐ์เครื่องวัดแผ่นดินไหว และที่สำคัญคือการทำกระดาษ เป็นยุคกำเนิดลัทธิขงจื่อ (Kong Zi) และลัทธิเต๋า (Dao Jiao) รวมทั้งเริ่มเส้นทางสายไหม

สำหรับอารยธรรมทางการแพทย์ พบตำราการแพทย์เขียนบนผ้าไหมและไม่ไผ่ จากสุสานหม่าหวางตุง (Ma Wangdui) แห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • ตำราบนผืนผ้าไหม มีถึง 10 เล่ม คือ
  1. ห้าสิบสองโรคและตำรับยา
  2. ตำรารักษาสุขภาพ
  3. ตำรารักษาเบ็ดเตล็ด
  4. ภาพการบริหารลมหายใจ
  5. ตำราทางสูติกรรม
  6. กุญแจช่วยย่อยและเสริมสุขภาพ
  7. ลักษณะชีพจรในผู้ป่วยหนัก
  8. การคลำชีพจร
  9. ตำราดั่งเดิมเรื่องการรมยาบนเส้นลมปราณ 12 เส้น บนแขนขา
  10. ตำราดั้งเดิมเรื่อง 12 เส้นลมปราณสำหรับรมยา
  • หนังสือบนซีกไม้ไผ่ มีจำนวนทั้งสิ้น 200 ชิ้น มีเนื้อหาประกอบด้วยตำรา 4 เล่ม คือ
  1. สิบคำถาม
  2. ประสานหยินหยาง
  3. ตำรายาต่างๆ และข้อห้ามใช้
  4. หลักการบริหารประเทศ

ตำรา 4 เล่มนี้ ประกอบด้วยตัวอักษร 4,000 ตัว สรุปหลักการสำหรับสุขภาพและการรักษาโรค 4 ประการคือ

  1. ให้ปฏิบัติตามกฏธรรมชาติ 4 ฤดูกาล และหลักหยินหยาง โดยมีสองสิ่งที่ตรงข้ามกันในธรรมชาติ คือ หญิงเป็นฝ่ายลบ และชายเป็นฝ่ายบวก
  2. ให้ความสำคัญกับอาหารและการรับปรทานให้เป็นเวลา ควบคุมอารมณ์ทั้งความสนุกสนาน ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ และความสุข
  3. บริหารร่างกายโดยซี่กง
  4. ปรับและควบคุมกิจกรรมทางเพศ
  • ในยุคนี้มีคัมภีร์ทางการแพทย์ที่สำคัญ 3 เล่มได้แก่

1. คัมภีร์หวงตี้เน่ย์จิง (Huang Di Nei Jing) หรือ เน่ย์จิง (Nei Jing) แงออกเป็น 2 ภาค คือ ซู่เวิ่น (Su Wen หรือ Plain Questions หรือ คำถามง่ายๆ) และ หลิงซู (Ling Shu หรือ Miraculous Pivot หรือ แกนมหัศจรรย์) เชื่อว่าเป็นผลงานของปราชญ์หลายคยในยุคจั๋วกั๋ว แต่ตั่งชื่อคัมภีร์หวงตี้แน่ย์จิงตามประเพณี และเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของตำรา เนื้อหามีทั้งสิ้น 81 เรื่อง กล่าวถึงการเรียนวิชาแพทย์ จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ หลักพื้นฐานเรื่องหยิน – หยาง (Yin Yang) และธาตุทั้งห้า หรือ อู่สิง (Wu Xing) คือ ไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ ตลอดจนหลักธรรมชาติ 6 ประการ คือ การป้องกันและการรักษา สาเหตุและอาการของโรค ผลของฤดูกาล ผลของภูมิศาสตร์ ผลจากอุตุนิยม การฝังเข็มและการรมยา นอกจากนี้ยังกล่าวถึงหลักการวินิฉัยโรค 4 ประการ คือ การสังเกตุ การฟังและการดม การถาม การคลำและจับชีพจร

ความสำเร็จของคัมภีร์ เน่ย์จิง เกิดจากสาระสำคัญ สรุปได้ คือ

  • ทฤษฎียินหยาง และธาติทั้งห้า
  • แนวคิดองค์รวม
  • แนวคิดเรื่องอวัยวะ (Channels) และเส้นทางคู่ขนาน (Collaterals) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของวิชาการฝังเข็มและรมยา
  • แนวคิดเรื่องการป้องกันโรค
  • การปฏิเสธสิ่งลี้ลับและหมอผี คัมภีร์หวงตี้เน่ย์จิง ภาคหลิงซู กล่าวไว้ชัดเจนว่า โรคเกิดจากสาเหตุต่างๆ และไม่มีเลยที่เกิดจากเทวดาและภูตผี

2. คัมภีร์เสินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง (Classic of Shen Nong’s Meterria Medical) หรือ ตำราเภสัชวิทยาดั้งเดิมของเสินหนง มีอายุ ราว 1,780 ปี ประกอบด้วยตำรา 3 เล่ม กล่าวถึง ตัวยา 365 ชนิด ได้แก่ พืช 252 ชนิด สัตว์ 67 ชนิด และแร่ธาตุ 46 ชนิด มีการแบ่งยาออกเป็น 3 ระดับตามความปลอดภัย คือ

  • ชั้นดี (Top grade) เป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้
  • ชั้นปานกลาง (Middle grade) เป็นยาที่ไม่มีอันตรายหากใช้อย่างถูกต้อง
  • ชั้นต่ำ (Low grade) เป็นยาที่อันตรายโดยเฉพาะหากรับประทานมากเกินไป

ตามคัมภีร์ เสินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง ยังริเร่มหลักทฤษฎียาจีนโดยแบ่งยาออกเป็น 4 จำพวก (ร้อน เย็น อุ่น และกลาง) 5 รส (เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน และ ขม) 7 ผลลัพธ์ (ตัวยาเดี่ยว เสริมฤทธิ์กัน เสริมฤทธิ์ฝ่ายเดียว ถูกข่ม ลดทอนหีอจำกัดพิษ ลดทอนฤทธิ์ และให้ผลตรงข้าม) หลักการรักษาอาการฝ่ายเย็นด้วยยาร้อน และรักษาอาการฝ่ายร้อนด้วยยาเย็น

อย่างไรก็ตาม ในยุคราชวงศ์ฮั่น (Han Dynastry) ลัทธิเต๋ามีอิทธิพลสูง ทำให้การมุ่งแสวงหายาอายุวัฒนะมากกว่าเรื่องการรักษาโรค ตัวยาที่ใช้ประกอบเป็นยาอายุวัฒนะจึงถูกจัดเป็นยาชั้นดี

3. ซางหานจ๋าปิ้งลุ่น (Treatise on Febrile and Miscellaneous Diseases) หรือตำราไข้และโรคเบ็ดเตล็ด เขียนโดย จางจ้าจิ่ง (Zhang Zhongjing) ตอนปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25 – 220) โดยรวบรวมความรู้ทางการแพทย์ในอดีตและประสบการณ์ของตนเอง แต่งตำรา 16 เล่ม แยกโรคตามอาการ และอาการแสดง ที่สำคัญคือ เลิกเชื่อเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรค และบรรยายวิธีการรักษา 8 วิธี ได้แก่ การขับเหงื่อ การทำให้อาเจียน การระบาย การประสาน การให้ความอบอุ่น การลดความร้อน การบำรุง และการสลาย ในยุคนี้มีแพทย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่

  • เปี่ยนเชวี่ยน (Bian Que) หรือ ฉินเยี่ยเหริน (Qin Yueren) เป็นแพทย์ที่เขียนตำราแพทย์ไว้หลายเล่ม เป็นผู้ต่อต้านความเชื่อเรื่องหมอผีอย่างแข็งขัน ซือหม่าเซียน (Si Maqian) นักประวัติศาสตร์คนสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่นยกย่องว่า เปี่ยนเชวี่ยเป็นหมอคนแรกที่เริ่มวิชาจับจีพจร เปี่ยนเชวี่ยได้รับฉายาว่าเป็น หมอเทวดา (Divine Doctor)
  • อีหยิ่น (Yi Yin) หรือ ฉางกง (Cang Gong) เป็นผู้บันทึกเรื่องจีพจรไว้ 20 ชนิด (ปัจจุบันรวมได้ 28 ชนิด) เป็นผู้ริเริ่มการบันทึกประวัติคนไข้ เป็นผู้ต่อต้านเรื่องยาอายุวัฒนะอย่างแข็งขัน และกล้ายอมรับความผิดผลาดในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษาโรคของคนเอง
  • ฮัวถวอ (Hua Tuo) เป็นแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศัลยแพทย์ผู้บุกเบิก มีชีวิตอยู่ในยุคสามก๊ก เป็นคนไม่สนใจยศตำแหน่ง มุ่งรักษาคนธรรมดาสามัญ ต่อมามีโอกาสรักษาโจโฉจนได้รับตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำตัวของโจโฉ แต่ทนคิดถึงบ้านไม่ได้ จึงเดินทางกลับบ้าน และไม่ยอมเดินทางกลับมาตามคำสั่ง โจโฉจึงสั่งจับและให้ประหารชีวิต ก่อนตาย ฮัวถวอมอบตำราให้ผู้คุม แต่ผู้คุมกลัวความผิดไม่กล้ารับไว้ ฮัวถวอจึงเผาตำราทิ้ง ทำให้ตำราของฮัวถวอสูญสิ้นไป ฮัวถวอมีศิษย์เอก 3 คน แต่งตำราแพทย์ไว้ 2 เล่ม มีตำราอีกหลายเล่มที่ระบุว่าฮัวถวอเป็นผู้แต่ง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแต่งโดยผู้เขียนคนอื่นแต่ใส่ชื่อฮัวถวอเป็นผู้เขียน เชื่อว่าฮัวถวอใช้ยาหมาฝู่ส่าน (Ma Fu San) เป็นยาระงับความรู้สึกชนิดรับประทานให้แก่คนไข้ก่อนผ่าตัด นอกจากนี้ ฮัวถวอยังสนใจเรื่องสุขอนามัยส่วนบุคคล การบำรุงสุขภาพ และการบริหารร่างกายโดยเลียนแบบท่าทางของสัตว์ 5 ชนิด คือ เสือ กวาง หมี ลิง และนก ตามประวัติกล่าวว่า แม้ฮัวถวอจะมีอายุร้อยปี สุขภาพก็ยังดี และหวูผู่ (Wu Pu) ศิษย์คนหนึ่งของฮัวถวอ ซึ่งปฎิบัตตนโดยการบริหารร่างกายเลียนแบบสัตว์ 5 ชนิด เมือมีอายุถึง 90 ปี หู ตา และฟันก็ยังดี ฮีวถวอมีความชำนาญเรื่องฝังเข็มและรมยา โดยพยายามใช้ยาน้อยชนิด และฝังเข็มน้อยจุด

4. ยุคราชวงศ์จิ้น (Jin Dynasty) ราชวงศ์หนานเป่ย์เฉา (ราชวงศ์ใต้ กับเหนือ Southen and Northern) ราชวงศ์สุย (Sui Dynastry) ราชวงศ์ถัง (Tang Dynastery) และยุคอู่ไต้ (ห้าราชวงศ์ Five Dynastry) ค.ศ. 265 – 960 

เป็นยุคที่การแพทย์และเภสัชกรรมของจีนมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ โดยได้รับอิทธิพลจากลัทธิ ขงจื่อ ลัทธิเต๋า และศาสนาพุทธ ทั้งสามลัทธิศาสนาล้วนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่มีอิทธิพลต่อการแพทย์แผนจีนแตกต่างกัน พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่จีนตามเส้นทางสายไหม ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นจนถึงราชวงศ์เหนือกับใต้ ราชวงศ์ถังเป็นยุคแรกที่พุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุด มีการสร้างวัดวาอารามมากมาย และมีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน ประชาชนทั่วไปศัรทธาในพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ถือกันว่าเหลาจื่อศาสดาของลัทธิเต๋าซึงมีชื่อเดิมว่า หลี่ต้าน เป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ของคนในตระกูลหรือแซ่หลี่ ซึ่งเป็นแซ่เดียวกับกษัตริย์ราชวงศ์ถัง จึงทำให้ลัทธิเต๋าได้รับความศรัทธาเป็นพิเศษ และทำให้ความนิยมในเรื่องยาอายุวัฒนะและเรื่องอาคมแพร่หลายขึ้นด้วย หลังยุคจิ้นตะวันตก มีความนิยมนำโลหะหนักมาทำเป็นยาอายุวัฒนะกันมาก แต่แทนที่จะทำให้อายุยืน กลับเป็นอันตรายต่อผู้ใช้

ในยุคนี้มีการพัฒนาการทางการแพทย์จีนที่สำคัญ ดังนี้

1. การพัฒนาเรื่องการจับชีพจร ตำราสำคัญคือ ม่ายจิง (Pluse Classic หรือชีพจร คลาสสิค) แต่งโดย หวางซูเหอ (Wang Shuhe) แบ่งชีพจรไว้ 24 ชนิด ตามทฤษฎีการแพทย์จีนเชื่อว่า หลังจากเลือดไหลผ่านปอดแล้วจะไปรวมศูนย์ที่ตำแหน่งชีพจรไว้ 24 ชนิด ตามทฤษฎีการแพทย์จีนเชื่อว่า หลังจากเลือดไหลผ่านปอดแล้วจะไปรวมศูนย์ตำแหน่งชีพจรที่จ้อมือ โดยชีพจรที่ข้อมือซ้ายจะบ่งบอกภาวะของหัวใจ ลำไส้เล็ก ตับ ถุงน้ำดี และไต ชีพจรที่ข้อมือขวาจะบ่งบอกภาวะของปอด ลำไส้ใหญ่ ม้าม กระเพาะอาหารและไต

2. การพัฒนาเรื่องปัจจัยการเกิดโรคและอาการของโรค ในปี ค.ศ. 610 จักรพรรดิฉาวเหวียนฟาง (Cho Yuanfang) มีพระราชโองการให้เขียนตำรา จูปิ้งเหวียนโฮ่วลุ่น (General Trestise on the Causes and Sydromes of Diseases หรือ ตำราทั่วไปเรื่องสาเหตุและอาการของโรค) เป็นหนังสือ 50 เล่ม แบ่งเป็น 67 บท 1,720 หัวข้อ เป็นตำราที่ไม่กล่าวถึงตำรับยาเลย อย่างที่น่าสนใจ เช่น การบรรยายอาการของโรคเบาหวานว่า “จะกนระกหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย บางครั้งเป็นแผลที่ผิวหนังง่าย ผู้ป่วยมักชอบกินอาหารมันและหวาน ทำให้เกิดความร้อนภายใน” บรรยายเรื่องโรคหิดและวิธีรักษา โดยรู้ว่าสาเหตุเกิดจากเชื้อหิด และรู้ว่าพยาธิลำไส้เกิดจาการรับประทานเนื้อวัวและปลาดิบ เป็นต้น

3. ความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาและการปรุงยา มีพัฒนาการในด้านต่างๆ ดังนี้

3.1 การปรับปรุงตำรายา มีการปรับปรุงตำรายาเสินหนง โดย ถาวหงจิ่ง (Tao Hongjing) (ค.ศ. 452 – 536) ถาวหงจิ่ง ได้ตรวจสอบตำรายาเสินหนง และเขียนขึ้นใหม่เป็นตำราเปิ้นเฉ่าจิงจี๋จู้ (Collective Notes to Classic of Materia Medica หรือ การรวมรวบบันทึกเกี่ยวกับตำรายาคลาสสิค) เป็นหนังสือ 7 เล่ม กล่าวถึงยาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ 365 ขนาน เพิ่มอีก 365 ขนาน รวมเป็น 730 ขนาน มีการจัดหมวดหมู่ยาใหม่ตามความแรงของสรรพคุณยา ริเริ่มหลัก “ยาต่างกลุ่มอาจใช้รักษาโรคเดียวกันได้” และกล่าวถึงวิธีการเก็บสมุนไพร เช่น ควรเก็บสมุนไพรช่วงต้นฤดูใบไม่ผลิหรือปลายฤดูใบไม่ร่วง เพราะช่วงเวลาดังกล่าว ดอก ผล กิ่ง และใบ จะโตเต็มที่และสุก

ถาวหงจิ่งยังเขียนตำราไว้อีกหลายเล่ม ได้แก่ จูปิ้งเทงเหย้า (Effective Recipes หรือตำรายาที่ได้ผล) เปิ๋นเฉ่าจิงจี๋จู้ (Chinese Herbs in Verse หรือ ความเรียงเรื่องสมุนไพรจีน) โจ่วโฮ่วไป่อีฟาง (Supplement of a Hundred in Verse หรือความเรียงเรื่องสมุนไพรจีน) โจ่วโฮ่วไป่อีฟาง (Supplement of a Hundred Formulae to Keep up Ones Sleeve หรือภาคผนวกของร้อยสูตรตำรับเพื่อเก็บไว้ในแขนเสื้อ) เปย์จี๋โฮ่วฟาง (Formulae for Keeping Good Health and Longevity หรือ สูตรตำรับเพื่อรักษาสุขภาพและทำให้อายุยืน) อายุวัฒนะคลาสสิค (Classic of Longevity) และ วิธีเล่นแร่แปรธาตุ (Methods of Alchemy) ถาวหงจิ่งเป็นนักปราชญ์ที่มีแนวคิดผสมผสานทั้งพุทธ ขงจื่อและเต๋า แต่เขาทำงานเพียงคนเดียวเท่านั้นและตำราของถาวหงจิ่งยังมีความเชื่อในเรื่องยาอายุวัฒนะ

นอกจากตำราของถาวหงจิ่งแล้ว ในยุคราชวงศืถังยังจัดทำตำรายาหลวงขึ้นเผยแพร่ทั่วประเทศชื่อ ซินซิวเปิ๋เฉ่า (The Newly Revised Compendium of Materia Medica)(ค.ศ. 659) เป็นหนังสือ 54 เล่ม แบ่งเป็น 3 ภาค

  • ภาคแรก เรื่องตำรายา ว่าด้วยธรรมชาติ รส แหล่งกำเนิด วิธีเก็บและเตรียมยา และข้อบ่งใช้
  • ภาคสอง เรื่องลักษณะยา ว่าด้วยลักษณะของยาแท้จากภาคต่างๆ ของประเทศ
  • ภาคสาม เป็นรูปภาพคลาสสิคของยา

ซิงซิวเปิ๋นเฉ่า นับเป็นตำรายาหลวงฉบับบแรกของโลกที่เกี่ยวกับตัวยาสมุนไพร ก่อนตำรายานูเรมเบิร์ก (Nurenberg Pharmacopoeia) วึ่งเผยแพร่ใน ค.ศ. 1542 เป็นเวลาถึง 800 ปี ตำรายาฉบับนี้กล่าวถึงวัสดุอุดฟันซึ่งทำจากตะกั่ว เงิน และปรอท เป็นเวลาถึง 1,000 ปีก่อนเบลล์ (Bell) ทันตแพทย์ชาวอังกฤษจะคิดค้นโลหะผสมเงินและปรอทเพื่อใช้อุดฟัน

นอกจากตำรา 2 ฉบับที่กล่าวมาแล้ว ยังมัความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ได้แก่ การรวบรวมตำรายาจากต่างประเทศ และการจัดทำตำรายา สืออู้เปิ้นเฉ่า (Compendium of Materia Media for Dietric Treatment หรือ ตำรายาฉบับย่อเพื่อโภชนบำบัด)

3.2 การพัฒนาการรักษาเฉพาะโรค ได้แก่

  • การรักษาโรคมาลาเรียด้วยสมุนไพรฮอมดง (Changshan หรือ Radix Dichroae)
  • การรักษาโรคเหน็บชา (Beriberi) โดย เฉินฉางชี่ (Chen Cangqi) พบว่าการกินข้าวขาวเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคเหน็บชา และ ซุนซือเหมี่ยว (Sun Simiao) พบว่าการกินข้าวกล้องช่วยรักษาโรคเหน็บชาได้
  • การรักษาโรคคอหอยพอกด้วยสาหร่ายทะเล (Marine Algae) สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล (Kekp) และต่อยธัยรอยด์จากสัตว์
  • การรักษาโรคตามัวในที่มืด (Nigth Blindness) ด้วยตับสัตว์
  • การรักษาวัณโรคด้วยรกสัตว์

3.3 การนำวิชาเล่นแร่แปรธาตุมาใช้ในการพัฒนาเภสัชเคมีภัณฑ์ เกิดจากความพยายามแสวงหายาอายุวัฒนะตั้งแต่ยุคต้นราชวงศ์ฉิน ทำให้มีการพัฒนาวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ส่งผลให้มีการพัฒนาเภสัชเคมีภัณฑ์ในยุคเริ่มแรก

3.4 การพัฒนาการปรุงยา มีตำรา เหล่ย์กงเผ้าจื้อลุ่น (Leis Treatise on Medicinal Preparation หรือ ตำราการปรุงยาของเหล่ย์) การแนะนำการปรุงยา เพื่อเพิ่มสรรพคุณ ลดพิษและอาการข้างเคียง รวมทั้งการปรุงยาเพื่อให้ใช้ได้ง่าย และเก็บรักษาได้นาน

4. การพัฒนาเวชปฏิบัติ ในยุคราชวงศ์จิ้น ราชวงศ์สุยราชวงศ์ถัง มีแนวโน้มการพัฒนาแพทย์ให้มีตวามชำนาญเฉพาะทางแขนงต่างๆ ดังนี้

4.1 ตำราเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มีการรวบรวมและเขียนตำราชื่อ สือโฮ่วจิ้งจู๋ฟาง (Emergency Formulae to Keep up Ones Sleeve หรือ ตำรายาฉุกเฉินสำหรับเก็บไว้ในแขนเสื้อ) โดยเก๋อหง (Ge Hong) ซึ่งเป็นเป็นตำราปฐมพยาบาลเล่มแรกของโลก ตั้งแต่ 1,600 ปีมาแล้ว

4.2 ตำราฝังเข็มและรมยา มีตำราฝังเข็มและรมยาชื่อ เจินจิ๋วเจี่ยอี่จิง ( A – B Classic of Acupuncture and Moxibustion หรือตำรา เอ – บี คลาสสิค) เขียนในยุคราชวงศ์ฉิน โดย หวงฝู่มี่ (Huang Fumi)(ค.ศ. 215-282) เป็นหนังสือ 12 เล่ม 128 บบท แบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นทฤษฎีพื้นฐาน ภาคสองเป็นเวชปฏิบัติ นับเป็นตำราสำคัญของการแพทย์จีนในเรื่องฝังเข็มนับจากคัมภีร์เน่ย์จิง ต่อมาในยุคราชวงศ์ฉินตะวันออก เปากู (Bao Gu) ภรรยาของเก๋อหง เป็นแพทย์หญิงคนแรกของจีนที่ชำนาญเรื่องฝังเข็มและรมยา

4.3 ตำราเฉพาะเรื่องทางศัลยศาสตร์ มีตำราชื่อ หลิวเจวียนจื่อกุ่ยอี๋ฟาง (Liu Juanzi’s Remedies Left Over by Ghost หรือตำราผีบอกของหลิวเจวียนจื่อ) รวบรวมโดย ก้งซิ่งซวน (Gong Qinqxuan) ในยุคราชวงศ์ฉี เป็นตำราเล่มแรกที่มีเนื้อหาเฉพาะทางศัลยศาสตร์ เป็นหนังสือ 10 เล่ม เกี่ยวกับการรักษาบาดแผล ฝี ผิวหนังอักเสบ การบาดเจ็บ และโรคผิวหนั่งต่างๆ มีตำราการรักษา 140 ตำรับ ปรกอบด้วย เรื่องการห้ามเลือด การระงับปวด ยาสมานการบรรเทาพิษ และการระงับความรู้สึก

4.4 ตำราเฉพาะเรื่องการบาดเจ็บ มีตำราชื่อ เซียนโซ่วหลี่ซางซู่มี่ฟาง (Secret Formula to Traumatic Injury Given by Celestials หรือตำราลับเทวดาในการรักษาการบาดเจ็บ) เขียนโดยนักพรต เต๋าชื่อ ลิ่นเต้าเหริน (Lin Daoren) (ค.ศ. 790- 850) เป็นตำรารักษาการบาดเจ็บเล่มแรก กล่าวถึงการวินิจฉัยและการรักษาโรคกระดูกหักทั้งชนิดมีแผลปิดและแผลเปิด มีการแนะนำให้ใช้ฝิ่นช่วยระงับความรู้สึกเจ็บปวดขณะดึงจัดกระดูกให้เข้าที่

4.5 ตำราเฉพาะเรื่องทางสูติศาสตร์ มีตำราชื่อ จิงเสี้ยวฉ่านเป่า (Tested Prescriptions in Obstetrics หรือตำราที่ทดสอบแล้วทางศูติศาสตร์) (ค.ศ. 852) เขียนโดย จ่านยิน (Zan Yin) ในคำนำของตำราบรรยายไว้ว่า ในปีต้าจง (Dazhong) ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 847 อัครเสนาบดี (PrimeMinister) ไป๋หมินจง (Bai Minzhong) ตระหนักถึงปัญาหาการคลอดยากที่พบมากขึ้น จึงส่งคนออกไปตระเวนหาแพทย์ที่ชำนาญทางสูติกรรม ได้พบกับจ่านยิน จึงนำตัวไปให้อัครมหาเสนาบดีไป๋พอใจว่าเป็นตำราที่สั้นกระชับดี จึงตั้งวื่อตั้งชื่อให้ ตำรานี้ประกอบด้วยหา 52 บท 317 ตำรับ

  • เล่มแรก เป็นตำรารักษาภาวะขาดประจำเดือน ตกขาวและความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์
  • เล่มสอง ว่าด้วยความผิดปกติในการคลอด
  • เล่มสาม ว่าด้วยความผิดปกติหลังคลอด

4.6 ตำราเฉพาะเริ่องกุมารเวชศาสตร์ มีตำราชื่อ หลูซยงจิง (Manual of the Fontanel and Head หรือ คู่มือกระหม่อมและศรีษะ) เป็นตำราที่ไม่ทราบชื่อผู้เขียน นับเป็นตำรากุมารเวชศาสตร์เล่มแรกในยุคราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง เป็นหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรก เป็นเรื่องชีพจรผิดปกติ ลักษณะต่างๆ ทั้งในผู้ใหญ่และในเด็ก เล่มสองอธิบายสาเหตุและการรักษา

5. ระบบการศึกษาและการบริหารการแพทย์ ในยุคนี้มีการพัฒนาการที่สำคัญ คือ ค.ศ. 581 ในยุคราชวงค์สุย มีการก่อตั้ง ไท่อีเวี่ยน (Imperial Medical Institute หรือ สถาบันแพทย์หลวง) ซึ่งเดิมจำกัดขอบเขตงานอยู่ในเฉพาะในวังหลวง ได้ขยายออกไปทั่วประเทศ มีการเริ่มกิจการโรงเรียนแพทย์ เพิ่มระยะการฝึกอบรมเป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น

  • อายุรแพทย์ทั้งระบบ เน้นโรคภายใน (Internal Medicine) ใช้เวลา 7 ปี
  • อายุรแพทย์ภายนอก (External Medicine) ใช้เวลา 5 ปี
  • กุมารแพทย์ ใช้เวลา 5 ปี
  • แพทย์รักษาโรคตา หู คอ จมูก ใช้เวลา 2 ปี

มีระบบการสอบประจำเดือน ประจำภาค และประจำปี สอบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ มีกรรมการจากภายนอกมาร่วมในการสอบไล่ประจำปี ผู้เข้าเรียนมักเป็นบุตรหลานข้าราชการ ส่วนที่เรียนเภสัชศาสตร์มักเป็นบุตรหลายชาวบ้าน การศึกษาการแพทย์ของจีนในยุคนี้มีมีความเป็นระบบมากกว่าระบบของโรงเรียนการแพทย์สมัยแรกในอีกสองศตวรรษต่อมาของยุโรป เช่น ที่ซาเลอร์โน ประเทศอิตาลี (ค.ศ. 846)

ในยุคราชวงศ์ ถีง มีแพทย์ที่มีชื่อเสียง คือ

5.1 ซุนซือเหมี่ยว (Sun Simiao) (ค.ศ. 581 – 682) ขณะมีอายุ 71 ปี (ค.ศ. 652) ได้แต่งตำรา เซียนจินเอี้ยวฟาง (Thousand Ducat Formulae หรือตำรายาพันเหรียญทอง) เป็นหนังสือ 30 เล่ม ต่อมายังได้แต่ง อีก 30 เล่ม ชื่อตำรา เซียนจินอี้ฟาง (Supplement to the Thousand Ducat Formulae หรือ ภาคผนวกตำรายาพันเหรียญทอง) นักประวัติศาสตร์การแพทย์ เรียกตำราชุดนี้ว่า “สารานุกรมชุดแรกว่าด้วยเวชปฏิบัติในประวัติศาสตร์การแพทย์แผนโบราณของจีน (The First Encylopedia of Clinical Medicine in the History of Traditional Chinese Medicine)”

ตำราชุดนี้มีจุเด่นที่สำคัญ ดังนี้

  • กล่าวถึงตัวยาถึง 4,000 ชนิด และอีก 2,000 ชนิดในภาคผนวก
  • ให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพของปม่และเด็ก
  • ให้ความสำคัญกับโภชนบำบัด มุ่งเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ โดยให้ “ทำงานเบาๆ เป็นประจำ อย่าหักโหมทำงานหนักเกินกำลัง” ให้ความเอาใจใส่กับตำรายาพื้นบ้าน ส่งเสริมการศึกษาเรื่องจริยธรรมวิชาชีพ ซุนซือเหมี่ยวได้รับยกย่องเป็น “เภสัชยราชา (Medicine King)”

5.2 หวางถาง (Wang Tao) (ค.ศ. 670 -755) ได้รวบรวมตำราจากแพทย์ราว 70 คนมาเขียนใหม่ ใช้เวลา 10 ปี เสร็จใน ค.ศ. 752 คือตำรา ไว่ไถมี่เอี้ยวฟาง (Arcane Essentials from Impreial Library หรือ ตำราสาระลี้ลับจากห้องสมุดราชสำนัก) เป็นหนังสือ 40 เล่ม 450 หัวข้อ 1,140 เรื่อง ยา 6,700 ตำรับ การรมยา 7 ชนิด ใน 19 เรื่อง จุดฝังเข็ม 663 จุด ใน 19 เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกเรื่องการชิมปัสสาวะในผู้ป่วยเบาหวาน

ที่มา Redvanda

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s